วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'ภัยออนไลน์ใน 1 นาที'

 'ภัยออนไลน์ใน 1 นาที'

           ปัจจุบันอาชญากรไฮเทคได้ปฏิวัติวงการโจรไซเบอร์สู่รูปแบบใหม่ จากการที่แยกย้ายกันประกอบการ(ร้าย) มาเป็นการจับมือกันของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสูง และการใช้เทคโนโลยีระดับสูงหลายรูปแบบ เพื่อกระหน่ำโจมตีความปลอดภัยของระบบเครือข่ายให้บรรลุผลในครั้งเดียว สามารถก่อความเสียหายมูลค่ามหาศาลต่อคนดัง หรือมหาเศรษฐี รวมถึงองค์กรที่เป็นเจ้าของข้อมูลที่เป็นเหยื่อได้ภายในเสี้ยวนาที โดยเป้าหมายสำคัญในการโจมตี หรือเจาะระบบก็คือ “เรียกค่าไถ่”
          จากข้อมูลที่ “ฟอร์ติการ์ด แล็บส์" (FortiGuard Labs) ศูนย์วิเคราะห์ความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ของบริษัท ฟอร์ติเน็ต  พบว่า  ทุก 1 นาที ระบบฟอร์ติการ์ด แล็บส์ ได้รับรายงานข้อมูลความเสี่ยงจากภัยคุกคามปริมาณสูงถึง 70 เทราไบต์ (หรือ 70 ล้านล้านไบต์), ความพยายามในการบุกรุกเครือข่าย 41,000 ครั้ง, ความพยายามเจาะระบบ 10 ล้านครั้ง, การอัพเดทและฐานข้อมูลการบุกรุกใหม่ๆ ของระบบป้องกันอีเมลขยะ 66 ล้านข้อมูล, ฐานข้อมูลการบุกรุกระบบควบคุมแอพพลิเคชั่นเฉพาะต่างๆ 2,500 ข้อมูล, ฐานข้อมูลการบุกรุกใหม่ๆ ที่มุ่งโจมตีระบบป้องกัน (ไฟร์วอล) ของการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ บนเว็บ 900 ข้อมูล, อีเมลขยะ 50,000 ฉบับ เป็นต้น
           ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ความปลอดภัยจากฟอร์ติการ์ด แล็บส์ ยังบอกด้วยว่า อีกแนวโน้มที่น่าจับตาคือ ความเสี่ยงจากภัยคุกคามผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ โดยเฉพาะกับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งเป็น “ระบบเปิด” โดยพบความเสี่ยงจากมัลแวร์เพิ่มสูงขึ้น 8 เท่าในช่วง 1 ปี จากจำนวนที่สุ่มพบราว 20,000 ชนิด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเกือบ 160,000 ชนิด ช่วงกลางปีนี้

          แต่ มือถือสมาร์ทโฟนตระกูลอื่น อย่างเช่น ไอโฟน ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS (ไอโอเอส) และสมาร์ทโฟน ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สโฟน จะปลอดภัย เพียงแต่ด้วยความเข้มข้นของการเป็นเทคโนโลยีแบบปิด ทำให้มีสัดส่วนความเสี่ยงน้อยกว่าเท่านั้น
(หมายเหตุ 'ภัยออนไลน์ใน 1 นาที' : คอลัมน์ อินโนเทค โดย.. คนชอบเล่า)
ที่มา http://www.komchadluek.net/detail/20130630/162237/ภัยออนไลน์ใน   1นาที.html.#UdA3GYHr3IU
แวดวงไซเบอร์เร่งปรับร่าง พ.ร.บ.คอมฯ
      
       งานเสวนา “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ปรับร่างเพื่อประชาชน?” ซึ่งจัดโดยชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้สะท้อนให้สาธารณะชนรับทราบข้อเท็จจริงถึงปัญหาการยกร่างเพื่อปรับปรุงโดย ผู้มีส่วนได้เสียของแวดวงไอที
  
  แนวทางหนึ่งที่มีการพูดถึงในการเสวนาครั้งนี้คือ
        การสร้างศูนย์กลางการ ติดต่อด้านข้อมูลการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ตามแนวคิด Single Point Contact เพื่อสร้างความชัดเจนในการดำเนินการทั้งในส่วนของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ตัวกลางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและท้ายที่สุดคือผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสามารถจัดตั้งเป็นบอร์ดเพื่อเข้าควบคุมและกำกับดูแลเรื่องเหล่านี้โดย เฉพาะ     
          
       ผู้บังคับใช้กฎหมายอย่าง พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ในการปฏิบัติจริงนั้นมีปัญหามากในแง่ของการรับรู้และสร้างความเข้าใจทั้งใน ส่วนของ “ข้อเท็จจริงทางดิจิตอล” ที่แตกต่างกับ “บริบททางดิจิตอลหรือบริบททางคอมพิวเตอร์” โดยถ้าเป็นการปิดเครื่องและวางไว้ในโกดังหรือการถูกทำให้ไม่อยู่ในสภาพพร้อม ใช้งานจะไม่ถูกเรียกว่า ”คอมพิวเตอร์” การเขียนกฎหมายควรใช้ภาษามนุษย์ให้คนเข้าใจได้ง่ายไม่ใช่เพียงแค่การให้ ตำรวจหรือนักกฎหมายเข้าใจเพียงเท่านั้น นั่นเพราะกฎหมายคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีผลกระทบกับทุกคนแทบทั้งสิ้น ที่ผ่านมาปัญหาการตีความเรื่องของทั้งสองที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ตำรวจ หรือผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่เป็นทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น การโพสต์ข้อความด่าทอบนสังคมออนไลน์ มักมีคนมาแจ้งความเพียงแค่หมิ่นประมาท แต่ในความเป็นจริงการกระทำดังกล่าวเข้าข่าย “การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ” ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี และยอมความไม่ได้เพราะถือเป็นคดีอาญามีโทษมากกว่าหมิ่นประมาทธรรมดาเช่นการ ด่าทอส่อเสียดกันไปมา โดยการตั้งข้อกล่าวหาทั้งหมดก็ย้อนกลับไปที่การตีความที่มีความสับสนทางข้อ กฎหมายทั้งสิ้น คงต้องย้อนมาดูก่อนที่จะปรับปรุงและแก้ไขฉบับใหม่ว่า ท้ายที่สุดแล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจข้อเท็จจริงทางดิจิตอลหรือเข้าใจใน บริบทของข้อกฎหมายดีหรือยัง
    
      ทั้งนี้โดยสรุปการเสวนาในครั้งนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความคิดของการนำเสนอ ร่างในรูปแบบที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง หากแต่ท้ายที่สุดแล้วร่างดังกล่าวจะได้รับการตอบสนองในขั้นตอนอื่นๆหรือไม่  เพราะท้ายที่สุดแล้วเส้นทางการนำเสนอที่ต้องผ่านครม.และอีกหลายขั้นตอนอาจจะ สกัดกั้นความเห็นของร่างที่เกิดจากผู้ใช้งานจริงทั้งหมดก็เป็นได้ เพราะร่างที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงร่างที่นำเสนอโดยประชาชนเท่านั้นไร้ เส้นสายและความสนใจจากผู้เฒ่าในสภาอย่างสิ้นเชิง
ที่มา  http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000078808
      
ข่าวเทคโนโลยี 
Instagram ทำคนแชร์คลิป Vine ลดลง
การที่ Instagram เพิ่มฟีเจอร์อย่างการแชร์คลิปวิดีโอสั้นๆ เข้ามาส่งผลต่อ Vine ของทวิตเตอร์อย่างมาก
ทวิตเตอร์เปิดตัวแอพ Vine เมื่อมกราคม 2013 โดยผู้ใช้สามารถอัพโหลดและแชร์คลิป 6 วินาทีและสามารถเล่นวนได้ เนื่องจากคนอยากได้อะไรใหม่ๆ จึงทำให้ดึงดูดผู้ใช้จำนวนมาก จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Vine effect” หลายๆ แอพถ่ายรูปต้องใส่ฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอสั้นๆ เข้าไปด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Instagramจากการวิเคราะห์ของบริษัท Topsy พบว่า จำนวนลิงค์ของการแชร์คลิปวิดีโิอ Vine บนสื่อสังคมออนไลน์ลดลงเกือบ 500,000 ลิงค์หลังจากที่ฟีเจอร์ถ่ายวิดีโอได้ถูกเพิ่มเข้าไปใน Instagram เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนที่หายไปกลับมีลิงค์ 300,000 ลิงค์ที่แชร์วิดีโอด้วย Instagram มาแทน  หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เปิดตัวไป การแชร์คลิปวิดีโอบนอินเตอร์เน็ตด้วย Instagram มากกว่า Vine ถึง 50% ในวันที่ 27 มิถุนายน ข้อมูลบอกว่ามีการแชร์คลิปผ่าน instagram ถึง 1,562,022 ลิงค์ ส่วน Vine อยู่ที่ 935,109 ลิงค์ Topsy บอกว่าตัวเลขที่เห็นนี้ นับรวมการรีทวีตด้วย แต่ไม่นับข้อความที่เป็นสแปมแต่สงครามครั้งนี้ยังไม่จบ ซีเชื่อว่าเดี๋ยวเขาก็ต้องสรรหาฟีเจอร์ใหม่ๆ มาใส่เพื่อดึงดูดคนให้กลับไปใช้ ผลดีก็ตกอยู่ที่ผู้ใช้อย่างเราๆ นี่แหละ

ที่มา http://www.krobkruakao.com/75680/Instagram-Vine-.html